วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553
หัวใจ
ท้่วร่างกาย (หัวใจและเส้นเลือดรวมเป็นระบบเรียกว่า คาร์ดิโอวาสคิวลาร์ซิสเต็ม)
หัวใจอยู่ในถุงหุ้มชื่อเพอริคาร์เดียล ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเพอริคาร์เดียล ภายในถุง
มีช่องบรรจุของเหลวเรียกว่า เพอริคาร์เดียลฟลูอิด เพื่อกันหัวใจกระทบกระแทก
หัวใจคนมี 4 ห้อง ห้องบนเรียกว่า เอเตรียม มี 2 ห้อง และ 2ห้องล่างเรียงว่า เวน
ตริเคิล ภายในของหัวใจบุด้วยเนื้อเยื่อเอนโดคาร์เดียม
ห้องของหัวใจ

1.Atria or auricles: เอเตรียม หรือ ออริเคิล เป็นหัวใจห้องบน
มี 2 ห้อง โดยหัวใจห้องเอเตรียมซ้ายรับเลือดที่มีออกซีเจนสูง จากปอด ทางเส้น
เลือดพัลโมนารีเวน หัวใจห้องเอเตรียมขวารับเลือดที่มีออกซิเจนตํ่าจากส่วนต่างๆ
ของร่างกายเส้นเลือดซูพีเรีย และอืนฟิเรียเวนนาคาวา ซึ่งเลือดในเส้นเลือดทั้งสอง
นี้ ได้ให้ออกซิเจนแก่เซลล์ร่างกายและรับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์เข้ามา
2.Ventricles: เวนทริเคิล เป็นหัวใจห้องล่าง 2 ห้อง โดยหัวใจห้องเวน
ทริเคิลซ้ายรับเลือดจากเอเตรียมซ้าย และสูบฉีดเลือดไปตามเส้นเลือดเอออร์ตา
หัวใจห้องเวนทริเคิลขวารับเลือด จากเอเตรียมขวา และสูบฉีดเลือดไปตามเส้น
เลือดพัลโมนารี อาร์เตอรีไปพัลโมนารีทรังค์และสู่ปอดทั่งสองข้าง
เส้นเลือดอาร์เตอรีและเส้นเลือดเวนที่สำคํญ
1.Aorta: เอออร์ตา เป็นเส้นเลือดอาร์เตอรี ใหญ่ที่สุดในร่างกายโดยเส้น
เลือดที่มีออกซิเจนสูงออกจากหัวใจห้องเวนตริเคิลซ้าย ซึ่งเป็นจุดที่จะส่งเลือดไป
ไปเลี้ยงร่างกาย
2.Pulmonary trunk: พัลโมนารีทรังค์ เป็นเส้นเลือดอาร์เตอรี
นำเลือดมีออกซิเจนตํ่าออกจากหัวใจห้องเวนตริเคิลขวา เส้นเลือดนี้จะแยกเป็น
พัลโมนารีอาร์เตอรีซ้ายและขวา ไปยังปลอดทั่งสองข้าง
3.Superior vena cava: ซูพีเรียเวนาคาวา เป็นเส้นเวน ใหญ่
หนึ่งในสองเส้นที่สำคัญ นำเลือดที่มีออกซิเจนตํ่าจากส่วนบนของร่างกายไปยังหัวใจ
ห้องเอเตรียมขวา โดยเส้นเลือดเวนที่อยู่ส่วนบนของร่างกายทั้งหมดนำเลือดเข้า
สู่เส้นเลือดนี้
4.Inferior vena cava: อินฟิเรียนาคาวา เป็นเส้นเวนใหญ่หนึ่ง
ในสองเส้นที่สำคัญ นำเลือดที่มีออกซิเจนตํ่าจากส่วนล่างของร่างกายไปยังหัวใจ
ห้องเอเตรียมขวา เส่นเลือดเวนที่อยู่ส่วนล่างของร่างกายทั่งหมดนำเลือดเข้าสู่เส้น
เลือดนี้
5.Pulmonary veins: พัลโมนารีเวน เป็นเส้นเวน 4 เส้นที่นำ
เลือดที่มีออกซิเจนสูงไปยังหัวใจห้องเอเตรีัยมซ้าย เส้นพัลโมนารีเวนด้านขวา 2
เส้นมาจากปอดด้านขวา และเส้นพัลโมนารีเวนซ้าย 2 เส้นมาจากปอดด้านซ้าย
วัฎจักรการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
การทำงานของระบบหัวใจ การทำงานของหัวใจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เกิดจากการที่กล้ามเนื้อหดตัว
และคล้ายตัวเป็นจังหวะ ทำให้สูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย เราสามารถได้ยินเสียง
เต้นของหัวใจได้ หัวใจมีอัตราการเต้นของหัวใจประมาณ 70 ครั้งต่อนาทีการ
ทำงานของหัวใจเริ่มจากหัวใจห้องเอเตรียม ทั้งสองห้องหดตัว สูบฉีดเลือดลงสู่
หัวใจห้องเวนตริเคิลซึ่งกล้ามเนื้อหัวใจคล้ายตัวรับเลือด จากนั้นหัวใจห้องเอเตรียม
คลายตัวและรับเลือดเข้ามา ขณะเดียวกันหัวใจห้องเวนตริเคิลหดตัวสูบฉีดเลือด
ออกจากหัวใจ การทำงานของหัวใจจึงเป็นการคลายตัวและหดตัวของกล้ามเนื้อหัว
ใจสลับกัน ช่วงที่กล้ามเนื้อหัวใจคลายตัวเรียกว่า ไดแอสโตลีช่วงที่กล้ามเนื้อหัวใจ
หดตัวเรียกว่า ซิสโตลี หลังจากช่วงซีสโตลีมีการหยุดช่วงสั้นๆ ระหว่างนี้กล้ามเนื้อ
หัวใจทั้งหมดคล้ายตัว ลิ้นหัวใจมีการเปิดและปิด ระหว่างที่มีการไหลเวียนเลือด

Semilunar valves: ลิ้นเซมิลูนาร์ มี 2 อันเหมือนพระจันทร์ ครึ่งซีก ลิ้นเซมิลูน่าร์อันหนึ่ง คือลิ้นเอออร์ติก กันระหว่างหัวใจเวนทริเคิลซ้ายกับ
เส้นเลือดเอออร์ตา อีกอันหนึ่งคือ ลิั้นพัลโมนารี กั้นระหว่างหัวใจห้องเวนตริเคิลขวา กับเส้นเลือดพัลโมนารีทรังค์
Atrioventricular valves or AV : ลิ้นอาร์เตอริโอเวน ตริคิวลาร์ หรือ ลิ้น AV เป็นลิ้น 2 อันแต่ละอันกั้นระหว่างหัวใจห้องเอ เตรียมกับห้องเวนตริเคิล ซึ่งอยู่ข่างเดียวกัน ลิ้น AV ด้านซ้ายหรือที่เรียกว่า
ลิ้นไมตรัล เป็นลิ้นไบคัสปิด ประกอบด้วยแผ่นลิ้น 2 แผ่น ส่วนลิ้นAV ด้านขวา
เป็นลิ้นไตรคัสปิด ประกอบด้วยแผ่นลิ้น 3 แผ่น
ระบบหมุนเวียนเลือด
ระบบการหมุนเวียนเลือด
เมื่ออาหารถูกย่อยจนเล็กที่สุด แพร่เข้าสู่ผนังลำไส้เล็กและแพร่ผ่านเข้าสู่เส้นเลือดแล้วจะเคลื่อนที่ไปสู่
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายพร้อมกับเลือด
ระบบการหมุนเวียนเลือด มีอวัยวะสำคัญที่เกี่ยวข้องได้แก่ หัวใจ เส้นเลือด และเลือด

เลือด(Blood) ประกอบด้วย น้ำเลือด หรือพลาสมา(Plasma) และเม็ดเลือดซึ่งประกอบด้วยเม็ดเลือดแดง
เม็ดเลือดขาว และเซลล์เม็ดเลือดหรือเกล็ดเลือด(Platelet) เม็ดเลือดแดงมีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นโปรตีน
และเหล็กมีชื่อเรียกว่า เฮโมโกลบิน ก๊าซออกซิเจน จะรวมตัวกับเฮโมโกลบินแล้วลำเลียงไปใช้ยังส่วนต่าง ๆ ของ
ร่างกาย เม็ดเลือดขาวซึ่งผลิตโดยม้าม* จะทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกาย ส่วนเกล็ดเลือดจะเป็นตัวช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อเกิดบาดแผล
น้ำเลือดประกอบด้วยน้ำประมาณร้อยละ 91 ที่เหลื่อเป็นสารอาหารต่าง ๆ เช่นโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ เอนไซม์ และก๊าซ
เส้นเลือด(Blood Vessel) คือท่อที่เป็นทางให้เลือดไหลเวียนในร่างกายซึ่งมี 3 ระบบ คือเส้นเลือดแดง
เส้นเลือดดำ และเส้นเลือดฝอย
หัวใจ(Heart) ตั้งอยู่ในทรวงอกระหว่างปอดทั้งสองข้างเอียงไปทางซ้ายของแนวกลางตัว ประกอบด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรงภายในมี 4 ห้อง
-หัวในห้องบนซ้าย(Left atrium) มีหน้าที่ รับเลือดที่ผ่านการฟอกที่ปอด
-หัวใจห้องบนขวา(Right atrium) มีหน้าที่ รับเลือดที่ร่างกายใช้แล้ว
-หัวใจห้องล่างขวา(Right ventricle) มีหน้าที่ สูบฉีดเลือดไปฟอกที่ปอด
-หัวใจห้องล่างซ้าย(Left ventricle) มีหน้าที่ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ระหว่างหัวใจซีกซ้ายและซีกขวามีผนังที่เหนียว หนา และแข็งแรงกั้นไว้ และระหว่างห้องหัวใจด้านบนและ
ด้านล่างของแต่ละซีก มีลิ้นของหัวใจคอยปิดกั้นมิให้เลือดไหลย้อนกลับ ดังนั้น การไหลเวียนของเลือดจึงเป็นการไหลไปในทางเดียวกันตลอด ซึ่ง วิลเลียม ฮาร์วีย์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นคนแรกที่ค้นพบการหมุนเวียน
ของเลือด และชี้ให้เห็นว่า เลือดมีการไหลเวียนไปทางเดียวกัน
การไหลเวียนของเลือดเริ่มโดยห้องบนขวารับเลือดดำที่ร่างกายใช้แล้ว ส่งไปยังห้องล่างขวา ห้องล่างขวาจะฉีดเลือดดำไปฟอกที่ปอด ในขณะเดียวกัน เลือดแดงที่ผ่านการฟอกจากปอดจะเข้าสู่หัวใจทางห้องบนซ้ายแล้วส่งต่อมายังห้องล่างซ้าย หัวใจก็จะฉีดเลือดแดงออกจากห้องล้างซ้ายเข้าสู่เส้นเลือดใหญ่ ซึ่งต่อมาก็แยกออกเป็นเส้นเลือดเล็ก และเส้นเลือดฝอย เพื่อนำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เลือดที่ใช้แล้วก็จะไหลกลับมาที่หัวใจทางห้องบนขวาอีก จะหมุนเวียนเช่นนี้ไปตลอดชีวิต เพื่อให้เห็นชัดเจนขอให้ดูแผนภาพต่อไปนี้

ซึ่งเราสามารถสรุปเป็นหน้าที่ของระบบหมุนเวียนโลหิตได้ดังนี้
1. นำอาหารและสารอื่น ๆ รวมทั้งออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ของร่างกาย
2. นำคาร์บอนไดออกไซด์ไปขับออกทางปอดเพื่อแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนกลับมาใช้
3. ขับถ่ายน้ำของเสียซึ่งเกิดจากเมตาโบลิซึมเพื่อขับออกภายนอกร่างกาย
4. ช่วยควบคุมและรักษาดุลของสารน้ำภายในร่างกาย
5. ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติ
ขณะหัวใจบีบตัวเลือดจะถูกดันออกไปตามหลอดเลือดจากหัวใจด้วยความดันสูงทำให้เลือดไปเลี้ยง
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ ขณะที่หัวใจรับเลือดเข้าไปนั้นก็จะมีความดันน้อยที่สุด ความดันเลือดที่แพทย์วัดออกมาได้ซึ่งมีหน่วยเป็นมิลลิเมตรของปรอทจึงมีสองค่า เช่น 110/70 มิลลิเมตรของปรอท
ตัวเลข 110 แสดงค่าของความดันเลือดขณะหัวใจบีบตัวเพื่อดันเลือดออกจากหัวใจ
ตัวเลข 70 แสดงค่าความดันเลือดขณะหัวใจคลายตัวรับเลือดเข้าสู่หัวใจ
ถ้าเราเอานิ้วมือจับที่ข้อมือด้านซ้าย จะพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างเต้นตุ๊บ ๆ อยู่ภายใน สิ่งนั้นเรียกว่า ชีพจร
ชีพจรเป็นการหดตัวและขยายตัวของหลอดเลือดตามจังหวะการเต้นของหัวใจ โดยคนหนุ่มสาวปกติชีพจรจะเต้นประมาณ 70 – 80 ครั้ง /นาที ในวัยเด็กที่มีสภาพร่างการปกติชีพจรจะเต้นเร็วกว่าผู้ใหญ่ การออกกำลังกายก็มีผลต่ออัตราการเต้นของชีพจร การออกกำลังกายทำให้ร่างกายต้องการพลังงานสูงขึ้นกว่าปกติ จึงต้องมีการแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอดมากขึ้น การสูบฉีดเลือดจึงต้องสูงขึ้น จะพบว่าชีพจรก็จะเต้นเร็วขึ้น หัวใจสูบฉีดเลือดเร็วขึ้น
จึงกล่าวได้ว่าการเต้นของชีพจรสัมพันธ์กับระบบหายใจและระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกาย
วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การลำเลียงแก็ส
การลำเลียงแก๊ส
เป็นการลำเลียงแก๊สที่ช่วยในการหายใจ จะต้องอาศัยตัวกลางที่เป็นของเหลวไอออนอินทรีย์จำนวนหนึ่ง และเม็ดเลือดแดงซึ่งมีฮีโมโกลบิน (Hb) เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ฮีโมโกลบินมีสมบัติที่จะรวมตัวหลวมๆกับ O2 ดังสมการ
Hb + O2
HbO2 หรือ Hb + 4 O2
4HbO2
ถ้ามี O2 มากเกินพอ ปฏิกิริยาจะดำเนินไปทางขวา ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เกิดในเส้นเลือดฝอยในปอด ออกชีฮีโมโกลบิน (HbO2) จะเกิดขึ้นที่เส้นเลือดฝอย ในปอดO2 ที่ลำเลียงไปในเส้นเลือดจะอยู่ในรูป HbO2 มี O2 ส่วนน้อยที่ละล
ายอยู่ในพลาสมาในเลือดยังมี CO2 และ N2 ละลายอยู่ด้วย เมื่อความดันของอากาศภายนอก ร่างกายลดลงอย่างกระทันหัน เช่น การขึ้นสู่ที่สูงอย่างรวดเร็ว หรือการขึ้นจากที่ลึกมากๆ อย่างรวดเร็ว จะทำให้แก๊สละลายอยู่ในเลือดเกิดเป็นฟองอากาศออกมาจากเลือดในลักษณะคล้ายกับการเปิดฝาขวดน้ำโซดา ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
เมื่อ HbO2 มาถึงเนื้อเยื่อ ปฏิกิริยาในสมการจะเกิดไปทางซ้าย เซลล์มี O2 น้อยกว่าใน
เลือด ดังนั้น HbO2 จะปล่อย O2 เป็นอิสระออกมาจึงเกิด Hb อิสระอีกครั้งหนึ่ง และ O2 อิสระจะถูกเนื้อเยื่อนำไปใช้ฮีโมโกลบินยังสามารถลำเลียง CO ได้ดังสมการ
Hb + CO
HbCO คาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (carboxyhemoglobin)
การรวมตัวของ Hb กับ CO เกิดได้ง่ายกว่า O2 และที่สำคัญจะไม่ย่อมปล่อยCO ออกมาง่ายๆดังนั้นถ้ามี CO อยู่ในบรรยากาศ Hb จะกลายเป็น HbCO มากกว่าที่จะเป็น HbO2 ร่างกายขาด O2 (anoxia) จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
CO2 ที่เนื้อเยื่อต่างๆปล่อยเข้าสู่เลือด จะลำเลียงโดยอาศัยละลายไปกับพลาสมาร้อยละ 10 รวมตัวกับฮีโมโกลบินประมาณร้อยละ 25 ซึ่งลำเลียงไปปอดในรูปของคาร์บามิโนฮีโมโกลบิน (carbamino hemoglobin or HbCO2) CO2 ส่นใ
หญ่ประมาณร้อยละ 65 จะทำปฏิกิริยากับน้ำกลายเป็นไบคาร์บอเนตไอออน (HCO3- )ดังสมการ
CO2 + H2 O
H2 CO3
H+ + HCO3-
เนื้อเยื่อจะปล่อย CO2 ให้กับเลือดอย่างสม่ำเสมอ ปฏิกิริยานี้จะเกิดไปทางขวาอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยเอนไซม์คาร์บอนิกแอนไฮเดรส ซึ่งอยู่ในเซลล์ของเม็ดเลือดแดง ดังนั้น CO2 ส่วนใหญ่จึงถูกลำเลียงไปยังปอดในรูปของ HCO3- ที่ปอดจะเกิดปฏิกิริยาไปทางซ้าย เพราะความดันของ CO2 ในเลือดสูงกว่าถุงลมในปอด CO2 จึงแพร่ออกจากเลือดเข้า ถุงลมของปอด ทำให้มี CO2 อิสระในปอดมากขึ้น และจะผ่านออกจากร่างกายทางลมหายใจ
ทุกไอออน HCO3- ที่แพร่ออกจากเม็ดเลือดแดงจะมีโมเลกุลของ CI- ในพลาสมาเ
ลือดเข้าไปแทนที่ในเม็ดเลือดแดง 1 ไอออนเสมอ ดังนั้นจึงเกิดการแลกเปลี่ยนไอออนขึ้น
เรียกว่า คลอไรด์ชิพต์ (chloride shift) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาความเป็นกลางของประจุไฟฟ้าของเม็ดเลือดแดงในปอด กระบวนการเช่นนี้จะเกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อของร่างกาย ในทางกลับกัน คือ CI- จะออกจากเม็ดเลือดแดง และ HCO3- จะเข้าไปในเม็ดเลือดแดงแทนที่กัน CO2 เมื่อรวมกับน้ำในพลาสมาของเลือด จึงน่าจะทำให้เลือดมีสภาพเป็นกรด แต่ความเป็นจริงแล้วเลือดไม่ได้มีสภาพเป็นกรด ทั้งนี้เพราะเลือดมีสารต่างๆ เช่น ไอออนอินทรีย์ต่างๆ โปรตีนในเลือด รวมทั้งฮีโมโกลบินทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ (buffer) ซึ่งเมื่อรวมกับ H+ ทันทีที่เกิด H+ จึงทำให้เกิดสารประกอบเป็นกลางขึ้น ค่าของ pH ในเลือด
จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และที่บริเวณปอดจะเกิดปฏิกิริยาตรงข้าม H+ จะถูกปล่อยออกมาจากบัฟเฟอร์ พร้อมกับน้ำ และ CO2 จะกลับเป็นอิสระใหม่การที่ฮีโมโกลบินมีฤทธิ์เป็นกรด ในขณะที่เลือดผ่านเนื้อเยื่อ มีส่วนช่วยทำให้เลือดปล่อย O2 ให้เนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้น(สภาพความเป็นกรดจะลดความสามารถของฮีโมโกลบิน ในการจับกับ O2 )
มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง ๆ ซึ่งมีความกดดันของอากาศต่ำ จะมี O2 อยู่น้อยมนุษย์พวกนี้จะมีการปรับตัวโดยมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ นักไต่เขาสูง ๆ จะต้องมี O2 ติดตัวไปด้วย มิฉ
ะนั้นจะเกิดอาการขาด O2 ได้ ดังนั้นปริมาณ O2 ในอากาศและในน้ำจึงเป็นปัจจัย
จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของทั้งพืช และสัตว์
จะเห็นได้ว่าการหายใจประกอบไปด้วยขั้นต่างๆ ดังนี้
1. การหายใจเข้าและหายใจออก (breathing)
2. การหายใจภายนอก ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนแก็ส O2 และ CO2 ระหว่างอากาศที่ถุงลมกับเลือด (external respiration)
3. การหายใจภายใน ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยน O2 และ CO2 ระหว่างเลือดกับของเหลวในเนื้อเยื่อ (internal respiration)
4. การหายใจระดับเซลล์ (cellular respiration) เพื่อผลิต ATP ขึ้นในเซลล์
ขั้นตอนของการหายใจแสดงไว้ดังรูป 4.8

การแลกเปลี่ยนก๊าซของคน

![]()
การแลกเปลี่ยนแก๊สในร่างกายของคนเราเกิดขึ้น 2 แห่ง คือที่ปอดและที่เนื้อเยื่อ การที่ออกซิเจนจากถุงลมในปอดเข้าสู่เส้นเลือดฝอย และการที่แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากเส้นเลือดฝอยเข้าสู่ถุงลมในปอดนั้นเกิดด้วยวิธีการแพร่ เนื่องจากทั้งผนังของถุงลมและผนังของเส้นเลือดฝอยนั้นบางมากคือมีลักษณะเป็นเซลล์เพียงชั้นเดียว การเคลื่อนที่ของออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์จากถุงลมและเส้นเลือดฝอยนั้นเกิดจากความดันที่ต่างกันระหว่างเลือดกับปอด ในปอดมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเลือดดำที่ไหลกลับจากร่างกายเข้าปอดซึ่งมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์มากมาย ดังนั้นความดันของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดจึงสูงกว่าความดันคาร์บอนไดออกไซด์ในถุงลม จึงทำให้คาร์บอนไดออกไซด์แพร่จากเส้นเลือดฝอยเข้าสู่ถุงลม
ในกรณีกลับกันในถุงลมมีออกซิเจนมาก แต่ออกซิเจนในเส้นเลือดฝอยนั้นมีปริมาณน้อยมาก ดังนั้นความดันของออกซิเจนในถุงลมจึงสูงกว่าความดันของออกซิเจนในเส้นเลือดฝอย ออกซิเจนจึงแพร่จากถุงลมเข้าสู่เส้นเลือดฝอย
การแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างถุงลมกับเส้นเลือดฝอยโดยออกซิเจนจากถุงลมจะแพร่เข้าสู่เส้นเลือดฝอยรอบๆถุงลมและรวมตัวกับฮีโมลโกลบิน (heamoglobin – Hb ) ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงกลายเป็นออกซีฮีโมลโกลบิน ( Oxyhaemoglobin – HbO2 ) ซึ่งมีสีแดงสด เลือดที่มีออกซีฮีโมลโกลบินนี้จะถูกส่งเข้าสู่หัวใจและสูบฉีดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกาย ที่เนื้อเยื่อออกซีฮีโมลโกลบินจะสลายให้ออกซิเจนและฮีโมลโกลบิน ออกซิเจนจะแพร่เข้าสู่เซลล์ทำให้เซลล์ทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อได้รับออกซิเจน

ในขณะที่เนื้อเยื่อรับออกซิเจนนั้น ออกซิเจนจะทำให้ปฏิกิริยากับสารอาหาร ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง ที่เนื้อเยื่อมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น คาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นจะแพร่เข้าสู่เส้นเลือด คาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่จะทำปฏิกิริยากับน้ำในเม็ดเลือดแดงเกิดกรดคาร์บอนิกซึ่งจะแตกตัวต่อได้ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออนและไฮโดรเจนไอออน เมื่อเลือดที่มีไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออนมากไหลเข้าสู่หัวใจจะถูกฉีดต่อไปยังเส้นเลือดฝอยรอบๆถุงลมในปอด ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออนและไฮโดรเจนไอออนจะรวมตัวกันเป็นกรดคาร์บอนิกแล้วจึงสลายตัวเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำในเซลล์เม็ดเลือดแดง เป็นผลให้ความหนาแน่นของคาร์บอนไดออกไซด์ในเส้นเลือดฝอยสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ในถุงลม จึงเกิดการแพร่ของคาร์บอนไดออกไซด์จากเส้นเลือดฝอยสู่ถุงลมปอด
เนื้อเยื่อของปอดต้องการออกซิเจนเหมือนกัน เพราะเนื้อเยื่อของปอดต้องการพลังงานในการทำกิจกรรมในเซลล์เช่นเดียวกับเซลล์ของเนื้อเยื่ออื่นๆ
การแลกเปลี่ยนแก๊สบริเวณเนื้อเยื่อของร่างกายใช้ความแตกต่างของความดันเป็นตัวอธิบาย เนื่องจากเซลล์ให้ออกซิเจนในการหายใจตลอดเวลา ความดันของออกซิเจนในโปรโทพลาซึมจึงต่ำกว่าความดันของออกซิเจนในเส้นเลือดฝอย ออกซิเจนจากเส้นเลือดฝอยจึงแพร่เข้าสู่เซลล์ ในขณะเดียวกันเซลล์สร้างคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นเรื่อยๆจากการหายใจ ดังนั้นคาร์บอนไดออกไซด์ในเซลล์จึงมีปริมาณสูงกว่าในเส้นเลือดฝอย คาร์บอนไดออกไซด์จึงแพร่เข้าสู่เส้นเลือดฝอย ดังนั้นเส้นเลือดฝอยที่เซลล์จึงมีความดันออกซิเจนต่ำและคาร์บอนไดออกไซด์สูง ถูกส่งกลับไปที่ปอดใหม่วนเวียนอยู่เช่นนี้
โดยปกติแล้วฮีโมลโกลบินนั้นรวมตัวกับคาร์บอนมอนอกไซด์ ( CO ) ได้ดีกว่าออกซิเจนถึง 200 – 250 เท่า ดังนั้นเมื่อหายใจเอาอากาศที่มี CO เข้าไปเลือดจึงรับ O2 น้อยลง หัวใจจึงต้องสูบฉีดเลือดให้เร็วขึ้นเพื่อให้เลือดผ่านปอดมากจะได้มีโอกาสรับ O2 ได้มากขึ้น หัวใจและปอดจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อจะนำเอาออกซิเจนไปสู่เซลล์ให้เพียงพอกับความต้องการทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับปอดและหัวใจ อาการโดยทั่วไปเมื่อรับ CO เข้าสู่ร่างกายมาก จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ มึนงง ถ้าได้รับแก๊สนี้แม้จะเป็นจำนวนน้อยแต่ถ้าได้รับเป็นเวลานานจะทำให้จิตใจและประสาทผิดปกติ อ่อนเพลียไม่มีแรง ความจำเสื่อม เบื่ออาหาร หูอื้อ ถ้าได้รับแก๊สนี้จำนวนมากติดต่อกันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
อนุภาคของโลหะหนักบางชนิดถ้ามีในอากาศจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม
วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คอของคุณเมื่อมีความผิดปกติหรือได้รับบาดเจ็บ หรือถูกใช้ในท่าที่ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกจังหวะ จะทำให้เกิดอาการปวดคอ
สาเหตุของอาการปวดคอ
- อิริยาบถที่ผิดสุขลักษณะ
กล้ามเนื้อคอจะทำงานมากเกินไป การก้มหน้า หรือเงยหน้านานๆ การนอนคอพับบิดไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือการหนุนหมอนสูงเกินไป - ความเครียดทางจิตใจ
ทำให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็งมากและนาน - กระดูกคอเสื่อม มีปุ่มกระดูกงอกที่ข้อต่อคอ
ทำให้มีการปวดร้าวไปท้ายทอย หัวไหล่ แขน อาจมีอาการชา หรือกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรงได้ - ข้ออักเสบ
มีอาการปวดรุนแรงและเป็นเรื้อรัง - กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ
มีอาการปวดคอ ปวดร้าว หรือชาลงไปตามแขน
การรักษาตนเองเมื่อปวดคอ
ปวดเฉียบพลันหรือตกหมอน จะมีอาการปวดคอ หรือคอแข็งอย่างเฉียบพลัน หลังการเอี้ยวบิดคอผิดท่า หรือตกหมอน
- พยายามพักผ่อนให้มาก โดยการนอนราบชั่วคราว เพื่อให้กล้ามเนื้อคอได้พัก
- รับประทานยา เพื่อบรรเทาอาการปวด
- ประคบด้วยความเย็นภายใน 24 ชั่วโมงแรก หลังจากมีอาการปวดด้วยถุงผ้าห่อน้ำแข็ง 10 - 15 นาที
- ประคบด้วยความร้อน หลังจากมีอาการมาแล้ว 24 ชั่วโมง ด้วยถุงน้ำร้อน หรือผ้าชุบน้ำอุ่น 15 - 20 นาที
- ดัดยืดคอด้วยตนเอง โดยใช้มือประสานกันดันศีรษะไปในทิศทางที่หันไม่ได้ช้าๆ จนรู้สึกตึงเล็กน้อย ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที ทำชุดละ 3 - 10 ครั้ง วันละ 3 ชุด
ไม่ควร นวด หรือจับเส้นในระยะปวดเฉียบพลัน เพราะจะทำให้อักเสบ ปวดมาก และเรื้อรังได้ ถ้ายังไม่หาย ค่อยๆ ฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อ หรือ ปรึกษานักกายภาพบำบัด
อาการปวดคอเรื้อรัง
มักมีอาการปวดไม่รุนแรง เป็นๆ หายๆ เคลื่อนไหวคอไม่ได้เต็มที่ ปวดเมื่อยหลังทำงาน
- รับประทานยา เพื่อบรรเทาอาการปวด
- ประคบด้วยความร้อน ด้วยถุงน้ำร้อน หรือผ้าชุบน้ำอุ่น 15 - 20 นาที
- ออกกำลังกายกล้ามเนื้อคออย่างสม่ำเสมอ
- หากมีจุดปวดที่กล้ามเนื้อให้กดและคลึงบริเวณที่ปวดพร้อมกับยึดกล้ามเนื้อ และหลีกเลี่ยงท่าใช้งานที่ทำให้เกิดการปวด
- ควรพบแพทย์ และนักกายภาพบำบัด เพื่อรับการรักษาทางกายภาพบำบัด
การออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอ
- เพื่อให้คอเคลื่อนไหวได้ดี ทำท่าละ 5 - 10 ครั้ง วันละ 2 - 3 เวลา
ก้มและเงยหน้า
ค่อยๆ ก้มและเงยหน้าให้คางจรดอกและเงยหน้าช้าๆ ให้มากที่สุด
เอียงคอซ้ายและขวา
หน้าตรง ค่อยๆ เอียงศีรษะไปทางซ้าย ให้หูซ้ายจรดไหล่ซ้าย โดยไม่ยกไหล่ซ้ายขึ้น และค่อยๆ เอียงศีรษะไปทางขวาในลักษณะเดียวกัน
หันหน้าซ้ายและขวา
หน้าตรงค่อยๆ หันไปทางซ้าย ให้คางอยู่ในด้านเดียวกับไหล่ซ้าย หมุนศีรษะกลับมาทางขวา และทำในลักษณะเดียวกัน - เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ ทุกท่าเกร็งค้างไว้ 3 วินาที แล้วพัก ทำท่าละ 5 - 10 ครั้ง วันละ 2 - 3 เวลา
ก้มคอ
วางมือไว้ที่หน้าผากออกแรงต้านกับแรงที่พยายามจะก้มหน้าลง
เงยหน้า
ประสานมือไว้เหนือท้ายทอย และออกแรงต้านกับแรงที่จะพยายามไปทางด้านหลัง
เอียงคอซ้ายและขวา
มือซ้ายวางที่ด้านขวาของศีรษะเหนือหูซ้าย ออกแรงต้านกับความพยายามที่จะเอียงคอมาทางซ้าย ทำสลับกันโดยใช้มือขวาต้านการหันหน้าไปทางขวา
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553
[ชีวะวิทยา] 30 เรื่องน่ารู้ของแมลง (รู้แล้วจะอึ้ง!!)
ระยะไข่ของแมลงที่ยาวนานที่สุด: 9เดือนครึ่ง ในไข่ของด้วงหนวดยาว Saperda carcharia
วางไข่ได้มากที่สุด: นางพญาปลวก Macrotermes จำนวน 40,000ฟอง/วัน
ตัวอ่อนของแมลงวันอีฟายริด อาศัยในน้ำพุร้อน ซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 60 องศาเซลเซียส
-หมัดหิมะยังคงอยู่ในสภาพปกติ ที่อุณหภูมิ -15 องศาเซลเซียส
- ตัวอ่อนของริ้น Polypedilum สามารถดำรงชีวิตอยู่รอดโดยปราศจากน้ำเป็นปี และอยู่ได้ 3 วันในไนโตรเจนเหลว -196 องศาเซลเซียส
- ผีเสื้อพระจันทร์อินเดีย สามารถรับกลิ่นฟีโรโมนของคู่ผสมพันธุ์จากระยะทางไกล มากกว่า 11 กิโลเมตร
วงชีวิตยาวนานที่สุดจักจั่นบางชนิด 17 ปี
ตัวอ่อนมีอายุยาวนานที่สุด : - ตัวอ่อนของด้วงเจาะไม้ มีอายุยาวนาน 45 ปี
วงชีวิตส้นที่สุด : แมลงวันมีวงชีวิตสั้นที่สุดครบสมบูรณ์ในวลา 17 วัน
ขายาวที่สุดคือ ตั๊กแตนกิ่งไม้ยักษ์ 51 เซนติเมตร
หนวดยาวที่สุด ด้วงหนวดยาวนิวกินี 20 เซนติเมตร
กระโดดไกลที่สุด : ตั๊กแตนทะเลทราย 50 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระยะ 10 เท่าของความยาวลำตัว
รังลึกที่สุด รังปลวกทะเลทรายอยู่ลึกจากพื้นดิน 40 เมตร
รังใหญ่ที่สุด รังปลวกออสเตรเลีย สูง 7 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 31 เมตร
รังสูงที่สุด รังปลวกแอฟริกันสูง 12.8 เมตร
- พลเมืองประมาณ 40,000 คน เสียชีวิตจากสาเหตุของการถูกต่อและผึ้งต่อย
เป็นพาหะนำโรคมากที่สุด : แมลงวันบ้านนำเชื้อโรคและปรสิตต่างๆ มากกว่า 30 ขนิด
- ฝูงตั๊กแตนสามารถกินพืชผลถึง 20,000 ตัน/วัน
- ในศตวรรษที่ 14 หมัดหนูเป็นพาหะนำโรคกาฬโรค ซึ่งทำให้คนตายถึง 20ล้าน คน
- แมลงปอยักษ์ก่อนยุคประวัติศาสตร์ บินได้อย่างต่ำ 69 กิโลเมตร
- แมลงมีชีวิตที่บินเร็วที่สุด ผีเสื้อเหยี่ยว ความเร็ว 53.6 กิโลเมตร/ชั่วโมง
- กระพือปีกช้าที่สุด ผีเสื้อหางดิ่ง 300ครั้ง/นาที
- กระพือปีกเร็วที่สุด ริ้น Forcipomyia เร็ว 62,760 ครั้ง/นาที
- อพยพไกลที่สุด พีเสื้อเพ้นท์เลดี้ 6,436 กิโลเมตร จากอเมริกาเหนือถึงไอซ์แลนด์
- จำนวนมากที่สุด แมลงหางดีด ประมาณ 50,000 ตัว ต่อพื้นที่ทุ่งหญ้า 1 ตารางเมตร
- แมลงเล็กที่สุด ต่อมายมาริด ยาว 0.17 มิลลิเมตร
- แมลงใหญ่ที่สุด ด้วงไกโลแอธ ยาว 110 มิลลิเมตร หนัก 100 กรัม
- ปีกยาวที่สุด ผีเสื้อกลางคืน เฮอร์คิวลิสออสเตรเลีย กว้าง 28 เซนติเมตร
- เสียงดังที่สุด จักจั่น มนุษย์สามารถได้ยินเสียงของมันในระยะห่าง 400 เมตร
- ทำให้เสียชีวิตมากที่สุด มากกว่าครึ่งหนึ่งของการตายของพลเมืองหลังจากยุคหินเป็นสาเหตุมาจากมาลาเรียซึ่ง "ยุง" เป็นพาหะนำโรค
วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553
มีบุคคลสำคัญหลายท่านในอดีตที่เกี่ยวข้องในด้านพื้นฐานทางชีววิทยาที่สมควรจะได้นำขึ้นมากล่าวพร้อมๆกับผลงานย่อๆของบุคคลเหล่านั้นคือ
ไม่มากก็น้อยถึงแม้ว่าในสมัยอริสโตเติล(384-322 ปีก่อนคริสตศักราช)จะยังไม่มีพื้นฐานทางวิทยามาสนับสนุนก็ตาม แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ว่าท่านผู้นี้เป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงเพราะใช้หลักการวิธีการสังเกตและวิธีการทดลอง
Harwey,William (ค.ศ.1518-1657)มีความสำคัญด้านค้นคว้าเกี่ยวกับวิทยาเอมบริโอและในปีค.ศ.1651เขาสรุปว่า
"สิ่งมีชีวิตจะเริ่มจากไข่"ต่อมาฮาร์วี่ได้แสดงถึงทิศการไหลเวียนของเลือดซึ่งเป็นงานที่ยอมรับกันจนถึงปัจจุบัน
Hooke,Robert(.1605-1703)ฮุกได้พบสิ่งที่คนยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน ในปีค.ศ.1665จากการที่เขานำเอาชิ้นไม้คอร์ก
มาส่องดูด้วยเลนส์ขยายและเห็นเป็นช่องๆแต่ละช่องฮุกเรียกว่า"เซลล์"
Leeuwenhoek,Antony (ค.ศ.1632-1723)ระหว่างปีค.ศ.1675-1680เลเวนฮุกได้นำเลนส์มาประกอบกัน
เป็นกล้องจุลทรรรศน์ และส่องดูหยดน้ำที่เก็บมาจากบ่อเขาพบสิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์เดียวหลายชนิดนับเป็นการเปิดโลกทางชีววิทยา
โดยการใช้กล้องจุลทรรศน์
Linnaeus,Carolus(ค.ศ.1707-1778)ได้นำเสนอการตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตโดยใช้ชื่อ2ชื่อ ชื่อหน้าเป็นชื่อสกุลตามด้วยสปีชีส์
ตั้งแต่นั้นมาชื่อวิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตได้ใช้หลักการที่เรียกว่าการตั้งชื่อแบบสองชื่อ(binomial nomenclature) ของลินเนียสจนถึงปัจจุบัน
Lamarck,J.B.(ค.ศ.1744-1829)ในปีค.ศ.1801ลามาร์กได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการไว้นั่นคือ กฏการใช้
และไม่ใช้และเน้นว่าลักษณะที่เรียกว่าลักษณะที่ได้มา(acquiredcharacteristics)สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้











