วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การลำเลียงแก็ส

การลำเลียงแก๊ส
เป็นการลำเลียงแก๊สที่ช่วยในการหายใจ จะต้องอาศัยตัวกลางที่เป็นของเหลวไอออนอินทรีย์จำนวนหนึ่ง และเม็ดเลือดแดงซึ่งมีฮีโมโกลบิน (Hb) เป็นองค์ประกอบสำคัญ
ฮีโมโกลบินมีสมบัติที่จะรวมตัวหลวมๆกับ O2 ดังสมการ

Hb + O2 HbO2 หรือ Hb + 4 O2 4HbO2

ถ้ามี O2 มากเกินพอ ปฏิกิริยาจะดำเนินไปทางขวา ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เกิดในเส้นเลือดฝอยในปอด ออกชีฮีโมโกลบิน (HbO2) จะเกิดขึ้นที่เส้นเลือดฝอย ในปอดO2 ที่ลำเลียงไปในเส้นเลือดจะอยู่ในรูป HbO2 มี O2 ส่วนน้อยที่ละล

ายอยู่ในพลาสมาในเลือดยังมี CO2 และ N2 ละลายอยู่ด้วย เมื่อความดันของอากาศภายนอก ร่างกายลดลงอย่างกระทันหัน เช่น การขึ้นสู่ที่สูงอย่างรวดเร็ว หรือการขึ้นจากที่ลึกมากๆ อย่างรวดเร็ว จะทำให้แก๊สละลายอยู่ในเลือดเกิดเป็นฟองอากาศออกมาจากเลือดในลักษณะคล้ายกับการเปิดฝาขวดน้ำโซดา ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
เมื่อ HbO2 มาถึงเนื้อเยื่อ ปฏิกิริยาในสมการจะเกิดไปทางซ้าย เซลล์มี O2 น้อยกว่าใน

เลือด ดังนั้น HbO2 จะปล่อย O2 เป็นอิสระออกมาจึงเกิด Hb อิสระอีกครั้งหนึ่ง และ O2 อิสระจะถูกเนื้อเยื่อนำไปใช้ฮีโมโกลบินยังสามารถลำเลียง CO ได้ดังสมการ

Hb + CO HbCO คาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (carboxyhemoglobin)

การรวมตัวของ Hb กับ CO เกิดได้ง่ายกว่า O2 และที่สำคัญจะไม่ย่อมปล่อยCO ออกมาง่ายๆดังนั้นถ้ามี CO อยู่ในบรรยากาศ Hb จะกลายเป็น HbCO มากกว่าที่จะเป็น HbO2 ร่างกายขาด O2 (anoxia) จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

CO2 ที่เนื้อเยื่อต่างๆปล่อยเข้าสู่เลือด จะลำเลียงโดยอาศัยละลายไปกับพลาสมาร้อยละ 10 รวมตัวกับฮีโมโกลบินประมาณร้อยละ 25 ซึ่งลำเลียงไปปอดในรูปของคาร์บามิโนฮีโมโกลบิน (carbamino hemoglobin or HbCO2) CO2 ส่นใ

หญ่ประมาณร้อยละ 65 จะทำปฏิกิริยากับน้ำกลายเป็นไบคาร์บอเนตไอออน (HCO3- )ดังสมการ

CO2 + H2 O H2 CO3 H+ + HCO3-

เนื้อเยื่อจะปล่อย CO2 ให้กับเลือดอย่างสม่ำเสมอ ปฏิกิริยานี้จะเกิดไปทางขวาอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยเอนไซม์คาร์บอนิกแอนไฮเดรส ซึ่งอยู่ในเซลล์ของเม็ดเลือดแดง ดังนั้น CO2 ส่วนใหญ่จึงถูกลำเลียงไปยังปอดในรูปของ HCO3- ที่ปอดจะเกิดปฏิกิริยาไปทางซ้าย เพราะความดันของ CO2 ในเลือดสูงกว่าถุงลมในปอด CO2 จึงแพร่ออกจากเลือดเข้า ถุงลมของปอด ทำให้มี CO2 อิสระในปอดมากขึ้น และจะผ่านออกจากร่างกายทางลมหายใจ
ทุกไอออน HCO3- ที่แพร่ออกจากเม็ดเลือดแดงจะมีโมเลกุลของ CI- ในพลาสมาเ

ลือดเข้าไปแทนที่ในเม็ดเลือดแดง 1 ไอออนเสมอ ดังนั้นจึงเกิดการแลกเปลี่ยนไอออนขึ้น

เรียกว่า คลอไรด์ชิพต์ (chloride shift) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาความเป็นกลางของประจุไฟฟ้าของเม็ดเลือดแดงในปอด กระบวนการเช่นนี้จะเกิดขึ้นที่เนื้อเยื่อของร่างกาย ในทางกลับกัน คือ CI- จะออกจากเม็ดเลือดแดง และ HCO3- จะเข้าไปในเม็ดเลือดแดงแทนที่กัน CO2 เมื่อรวมกับน้ำในพลาสมาของเลือด จึงน่าจะทำให้เลือดมีสภาพเป็นกรด แต่ความเป็นจริงแล้วเลือดไม่ได้มีสภาพเป็นกรด ทั้งนี้เพราะเลือดมีสารต่างๆ เช่น ไอออนอินทรีย์ต่างๆ โปรตีนในเลือด รวมทั้งฮีโมโกลบินทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ (buffer) ซึ่งเมื่อรวมกับ H+ ทันทีที่เกิด H+ จึงทำให้เกิดสารประกอบเป็นกลางขึ้น ค่าของ pH ในเลือด

จะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และที่บริเวณปอดจะเกิดปฏิกิริยาตรงข้าม H+ จะถูกปล่อยออกมาจากบัฟเฟอร์ พร้อมกับน้ำ และ CO2 จะกลับเป็นอิสระใหม่การที่ฮีโมโกลบินมีฤทธิ์เป็นกรด ในขณะที่เลือดผ่านเนื้อเยื่อ มีส่วนช่วยทำให้เลือดปล่อย O2 ให้เนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้น(สภาพความเป็นกรดจะลดความสามารถของฮีโมโกลบิน ในการจับกับ O2 )
มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง ๆ ซึ่งมีความกดดันของอากาศต่ำ จะมี O2 อยู่น้อยมนุษย์พวกนี้จะมีการปรับตัวโดยมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ นักไต่เขาสูง ๆ จะต้องมี O2 ติดตัวไปด้วย มิฉ

ะนั้นจะเกิดอาการขาด O2 ได้ ดังนั้นปริมาณ O2 ในอากาศและในน้ำจึงเป็นปัจจัย

จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของทั้งพืช และสัตว์
จะเห็นได้ว่าการหายใจประกอบไปด้วยขั้นต่างๆ ดังนี้
1. การหายใจเข้าและหายใจออก (breathing)
2. การหายใจภายนอก ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนแก็ส O2 และ CO2 ระหว่างอากาศที่ถุงลมกับเลือด (external respiration)
3. การหายใจภายใน ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยน O2 และ CO2 ระหว่างเลือดกับของเหลวในเนื้อเยื่อ (internal respiration)
4. การหายใจระดับเซลล์ (cellular respiration) เพื่อผลิต ATP ขึ้นในเซลล์
ขั้นตอนของการหายใจแสดงไว้ดังรูป 4.8

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น